แชร์

ระวัง! ไบโอชาร์ ใช้ไม่เป็น..มีผลเสียมากกว่าผลดี

อัพเดทล่าสุด: 12 พ.ย. 2025
614 ผู้เข้าชม



ไบโอชาร์ (Biochar) คือถ่านชีวภาพที่ได้จากกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) การเผาเศษวัสดุชีวมวล เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด กะลาปาล์ม หรือไม้ ให้มีออกซิเจนต่ำ จนได้คาร์บอนรูปแบบเสถียรสูง ไบโอชาร์มีชื่อเสียงในฐานะ วัสดุปรับปรุงดินแห่งอนาคต ที่ช่วยเพิ่มความร่วนซุย เก็บธาตุอาหาร และลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ในทางปฏิบัติ หากเกษตรกร ใช้ไบโอชาร์แบบไม่ผ่านการเตรียมที่ถูกต้อง หรือใช้ในปริมาณไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีต่อพืชและดินได้

1. ไบโอชาร์ดูดซับธาตุอาหารจากดิน (Nutrient Immobilization)
เนื่องจากโครงสร้างของไบโอชาร์มีรูพรุนสูงและมีประจุลบจำนวนมาก มันสามารถดูดซับธาตุบวก เช่น แอมโมเนียม (NH), โพแทสเซียม (K), แคลเซียม (Ca²), แมกนีเซียม (Mg²) ได้ดีมาก  หากนำไปใส่โดยไม่ ชาร์จธาตุอาหาร ก่อน (เช่น แช่ในปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยน้ำชีวภาพ 12 สัปดาห์) มันจะดูดธาตุจากดินแทน ทำให้พืชขาดอาหารในช่วงแรก - ส่งผลให้ ต้นเหลือง โตช้า หรือใบซีด

2. ค่าความเป็นด่างสูงเกินไป (High pH Shock)
ไบโอชาร์ส่วนใหญ่มีค่า pH อยู่ระหว่าง 810 โดยเฉพาะไบโอชาร์จากไม้เนื้อแข็งหรือการเผาอุณหภูมิสูงกว่า 600°C หากใส่มากในดินกรดไม่พอ (pH สูงขึ้นเร็ว) อาจทำให้
- ธาตุเหล็ก (Fe), สังกะสี (Zn), แมงกานีส (Mn) ดูดใช้ได้ยาก พืชเกิดอาการใบเหลืองจาก การขาดธาตุรอง ทั้งที่ใส่ปุ๋ยครบ ระบบรากเสียสมดุลทางจุลินทรีย์


3. ขาดการย่อยสลายร่วมกับจุลินทรีย์ (Biological Inactivity)
ไบโอชาร์ที่ ใหม่เกินไป (ยังไม่ผ่านการกระตุ้นหรือปรับสภาพ) จะไม่เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ มีสภาพ inert คือเฉื่อยทางชีวภาพ ทำให้จุลินทรีย์ในดินไม่เพิ่มจำนวน การใช้โดยไม่ผสมอินทรียวัตถุอื่นร่วม เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือสารชีวภาพ จะทำให้ดินแห้งแข็ง และไม่เกิดการฟื้นฟูเชิงชีวภาพตามที่ตั้งใจไว้


4. ใส่มากเกินไป (Overdose Effect)
มีรายงานจากงานวิจัยของ Lehmann & Joseph (2015) ว่า ปริมาณไบโอชาร์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ควรอยู่ระหว่าง 15 ตัน/ไร่ หากใส่มากกว่า 10 ตัน/ไร่ อาจเกิด
- การลดความหนาแน่นของดินมากเกินไป จนรากพืชไม่ยึดเกาะ
- การเปลี่ยนสมดุลอากาศในดิน (Aeration)
- การสะสมเกลือหรือเถ้า (Ash) มากเกิน ทำให้เกิดภาวะเค็มเฉียบพลัน


5. ไบโอชาร์ที่เผาไม่สมบูรณ์ (Incomplete Pyrolysis)
ถ้าเผาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 400°C จะเกิดสารระเหย (Volatile Organic Compounds) เช่น phenols และ tars ซึ่งเป็นพิษต่อรากพืช ส่งผลให้รากไหม้และการงอกลดลง


แนวทางการใช้ไบโอชาร์อย่างถูกต้อง
ปรับสภาพ (Conditioning): แช่ไบโอชาร์ในน้ำปุ๋ยหรือปุ๋ยคอกหมักอย่างน้อย 714 วัน
อัตราใช้: 13 ตันต่อไร่ (หรือ 510% โดยปริมาตรในดินปลูกกระถาง)
ผสมร่วมกับอินทรียวัตถุอื่น: เช่น ปุ๋ยหมัก หรือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต (Trichoderma, Bacillus, Rhizobium)
ไม่ใส่ซ้ำในปีเดียวกันมากเกิน: ควรใช้แบบต่อเนื่องปีละ 1 ครั้ง เพื่อค่อย ๆ ฟื้นดิน


สรุป ไบโอชาร์คือเครื่องมือที่ทรงพลังในการฟื้นฟูดินและลดคาร์บอน แต่ถ้าใช้โดยไม่เข้าใจหลักการ มันสามารถสร้าง ผลกระทบทางดิน ได้ไม่น้อยกว่าเคมีเลย การใช้ที่ถูกต้องต้องเข้าใจ สมดุลระหว่างคาร์บอนจุลินทรีย์ธาตุอาหาร เพื่อให้ดินกลับมามีชีวิตและยั่งยืนจริง
.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Lehmann, J. & Joseph, S. (2015). Biochar for Environmental Management: Science, Technology and Implementation. Routledge.
Chan, K. Y., Van Zwieten, L., Meszaros, I., Downie, A., & Joseph, S. (2007). Agronomy Journal, 99(2): 408417.
กรมพัฒนาที่ดิน (2566). แนวทางการใช้ไบโอชาร์เพื่อฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม.
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2565). รายงานวิจัย ผลของไบโอชาร์ต่อสมบัติดินและการเจริญของข้าวโพด.
.
#ไบโอชาร์ #Biochar #ฟื้นฟูดิน
#ดินมีชีวิต #จุลินทรีย์ในดิน #เกษตรยั่งยืน
#ดินดีผลผลิตดี #เกษตรอินทรีย์ #ifklab
#การใช้ไบโอชาร์


บทความที่เกี่ยวข้อง
ให้พืชของคุณเติบโตแบบมืออาชีพ ทุกการปลูกจะง่ายขึ้นทันที!
ปุ๋ยเคมีน้ำ ซิกม่า 21-3-3 ตราเจ้าทิพย์ ฟื้นต้นโทรม บำรุงราก เร่งโต ใบเขียวเข้ม แตกยอดอ่อน ใบสมบูรณ์ ขนาด 1 ลิตร
15 ก.พ. 2025
กลไกทางสรีรวิทยาและฟิสิกส์ของการคายน้ำ (Transpiration)
กระบวนการทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันในรูปแบบที่เรียกว่า "ทฤษฎีความตึงร่วม (Cohesion–Tension Theory)" ซึ่งอธิบายว่าเมื่อไอน้ำระเหยออกจากช่องว่างอากาศในใบ จะเกิดแรงดึง (transpiration pull) ส่งผลให้น้ำจากไซเลมถูกดึงขึ้นมาทดแทนอย่างต่อเนื่อง ภายในใบ พลังงานจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำในช่องระหว่างเซลล์ระเหยกลายเป็นไอ น้ำจึงเคลื่อนจากบริเวณที่มีศักย์น้ำสูง (เซลล์) ไปยังศักย์น้ำต่ำ (บรรยากาศ) ผ่าน "ปากใบ (stomata)" ซึ่งเปิด–ปิดได้โดย "เซลล์คุม (guard cells)" การเปิดปากใบต้องอาศัยแรงดันเต่ง (turgor pressure) ภายในเซลล์คุมที่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น แสง ความชื้น และระดับคาร์บอนไดออกไซด์
10 ต.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy